arrow_back_ios
'CRM ในตัว' ของ Brainwave E-commerce: ไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือการสร้างสายสัมพันธ์

ลูกค้าเก่าไม่หายไปไหน: ฟีเจอร์ 'CRM ในตัว' ของ Brainwave E-commerce
คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมลูกค้าเก่าถึงไม่กลับมาซื้อซ้ำ? หรือทำไมคุณถึงไม่รู้ว่าลูกค้าแต่ละคนชอบอะไรเป็นพิเศษ? หลายร้านค้าออนไลน์มักจะทุ่มงบประมาณไปกับการหาลูกค้าใหม่ แต่กลับละเลย "ลูกค้าเก่า" ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ที่แท้จริง เพราะลูกค้าเก่ามีแนวโน้มที่จะซื้อซ้ำและใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าใหม่ถึง 67% (อ้างอิงจาก Bain & Company) การจะรักษาลูกค้าเก่าไว้ได้นั้น คุณต้องเข้าใจพวกเขาอย่างลึกซึ้ง และนี่คือที่มาของความสำคัญของ CRM ในตัว ในระบบ E-commerce
CRM คืออะไร? ทำไมต้องมีใน E-commerce?
CRM ย่อมาจาก Customer Relationship Management (การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า) พูดง่ายๆ ก็คือ CRM เป็นเหมือน "สมุดบันทึกดิจิทัลอัจฉริยะ" ที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับลูกค้าของคุณไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ประวัติการซื้อสินค้าที่ผ่านมา สินค้าที่เคยดูแต่ไม่ได้ซื้อ วันเกิด ไปจนถึงช่องทางที่ลูกค้าติดต่อเข้ามา แล้วทำไมร้านค้าออนไลน์ต้องมี CRM ในตัว? ลองจินตนาการว่าหากไม่มี CRM คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าคนนี้เคยซื้ออะไรไปแล้วบ้าง? เคยทักเข้ามาสอบถามอะไร? หรือเป็นลูกค้าประจำหรือไม่? การขาดข้อมูลเหล่านี้ทำให้การดูแลลูกค้าเป็นไปอย่างยากลำบาก ไม่สามารถทำการตลาดที่ตรงจุด หรือมอบประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษได้ 
'CRM ในตัว' ของ Brainwave E-commerce: ไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือการสร้างสายสัมพันธ์
ระบบ Brainwave E-commerce ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มสำหรับขายสินค้า แต่เราออกแบบมาให้มี ฟีเจอร์ CRM ในตัว ที่ช่วยให้คุณเข้าใจลูกค้าของคุณได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำให้ลูกค้าเก่าของคุณไม่หายไปไหน และยังสามารถเปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้กลายเป็นลูกค้าประจำได้อีกด้วย นี่คือสิ่งที่ CRM ในตัวของเราช่วยคุณได้:
- รวบรวมข้อมูลลูกค้าแบบครบวงจร:
ตัวอย่าง: ลูกค้า A ซื้อรองเท้าวิ่งไปเมื่อ 3 เดือนก่อน และเคยคลิกดูเสื้อออกกำลังกายบ่อยๆ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้ในโปรไฟล์ลูกค้า A ทันที คุณจะรู้ว่าลูกค้าคนนี้สนใจสินค้ากลุ่มไหนเป็นพิเศษ - ประวัติการสั่งซื้อและพฤติกรรมย้อนหลัง:
ตัวอย่าง: คุณสามารถเห็นได้อย่างรวดเร็วว่า ลูกค้า B ซื้อสินค้าอะไรไปบ้างในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ใช้โค้ดส่วนลดอะไรไปแล้วบ้าง และเคยติดต่อสอบถามเรื่องการจัดส่งกี่ครั้ง ทำให้คุณเข้าใจพฤติกรรมการซื้อและระดับความพึงพอใจของลูกค้าแต่ละราย - การแบ่งกลุ่มลูกค้า (Customer Segmentation):
ตัวอย่าง: คุณสามารถจัดกลุ่มลูกค้าเป็น "ลูกค้า VIP" ที่ซื้อบ่อย, "ลูกค้าขาจร", "ลูกค้าที่ซื้อเฉพาะช่วงโปรโมชัน" หรือ "ลูกค้าที่สนใจสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า" ทำให้คุณสามารถส่งโปรโมชันหรือข้อเสนอที่ตรงใจแต่ละกลุ่มได้อย่างแม่นยำ - ทำการตลาดแบบรู้ใจ (Personalized Marketing):
ตัวอย่าง: ใกล้วันเกิดลูกค้า C ระบบจะแจ้งเตือนให้คุณส่งอีเมลอวยพรพร้อมโค้ดส่วนลดพิเศษสำหรับสินค้าที่ลูกค้า C สนใจ หรือเมื่อมีสินค้ารุ่นใหม่ที่คล้ายกับที่ลูกค้า D เคยซื้อ ระบบจะแนะนำให้คุณส่งแจ้งเตือนให้ลูกค้า D ทราบ - บริหารจัดการการบริการลูกค้า:
ตัวอย่าง: เมื่อลูกค้า E ทักเข้ามาสอบถามสถานะการสั่งซื้อ ทีมบริการลูกค้าสามารถดูประวัติการสั่งซื้อและประวัติการติดต่อก่อนหน้าได้ทันที ทำให้สามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วและตรงประเด็น สร้างความประทับใจให้ลูกค้า

